วันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2552

สัปดาห์ที่7 การทำปุ๋ยหมักจุลินทรีย์ จากเศษอาหาร

การทำปุ๋ยหมักจุลินทรีย์ จากเศษอาหาร
ปุ๋ยหมักจุลินทรีย์

การทำปุ๋ยหมักจุลินทรีย์ จากเศษอาหาร ทุกครัวเรือน ร้านอาหาร ภัตตาคาร ฯลฯ ล้วนมีเศษอาหารที่เป็นผักผลไม้ และเศษอาหารอื่น ๆ จำนวนมากน้อยแล้วแต่สถานที่ สามารถนำไปหมักเป็นปุ๋ยหมักชั้นเลิศ เพื่อใส่พืชผักและผลไม้ที่ปลูกไว้ได้อุปกรณ์- ถังพลาสติกมีฝาปิดขนาด 20 – 200 ลิตร แล้วแต่ปริมาณเศษอาหารที่จะได้หรือต้องการ เจาะรูติดก๊อกน้ำบริเวณก้นถัง เพื่อไว้ระบายน้ำปุ๋ยหมัก ใช้ก๊อกให้มีขนาดโตพอสมควร เพื่อป้องกันการอุดตัน - ถุงขยะพลาสติกสีดำ เจาะรูเล็ก ๆ 2 – 3 รู เพื่อให้น้ำปุ๋ยหมักผ่านทะลุได้ หรือจะใช้ตาข่ายไนล่อนตาถี่เย็บเป็นถุงก็ได้ หรือจะใช้กระสอบปุ๋ยน้ำซึมผ่านได้ก็ใช้ได้ - นำเอาถุงใส่ปุ๋ยที่เตรียมไว้ ใส่ลงในถังหมักปุ๋ยที่มีวัสดุรองก้นถัง ให้สูงจากระดับก๊อกน้ำเล็กน้อย - ใช้กากน้ำตาล 20 – 40 ซีซี ใส่คลุกกับเศษอาหาร 1 ก.ก. และใส่จุลินทรีย์ EM ขยาย 10 – 20 ซีซี คลุกอีกครั้ง ใส่ลงในถุงใส่ปุ๋ยทุกวันจนเต็มถุง - ปิดฝาถังหมักไว้ตลอดเวลา หมักไว้อย่างน้อย 7 วัน ก็จะมีน้ำปุ๋ยหมักซึมออกมา อยู่ที่ก้นถังหมัก - ไขก๊อกเอาน้ำปุ๋ยหมักที่ได้ไปผสมน้ำในอัตรา 1 : 500 – 1,000 รดพืชและต้นไม้ทุก ๆ วัน - ผสมน้ำปุ๋ยหมักกับอัตราส่วน 1 : 20 – 50 หรือไม่ผสมก็ได้ราดพื้นห้องส้วมชักโครกหรือจุดที่มีกลิ่นเหม็นบริเวณบ้าน หรือราดในท่อน้ำทิ้งเพื่อดับกลิ่นก็ได้ผลดี - กากอาหารที่เหลือก็สามารถไปคลุมกับดินเป็นปุ๋ยต้นไม้ได้ดี ข้อสังเกตถ้าหมักได้ที่จะไม่มีแมลงวันหรือมีกลิ่นเหม็น แต่กลิ่นจะหอมอมเปรี้ยว ถ้ามีกลิ่นเหม็นและมีกลิ่นก๊าซแอมโมเนีย แสดงว่าหมักไม่ได้ผล ระหว่างหมักอาจจะมีหนอนแมลงวันเกิด แต่มันไม่กลายเป็นแมลงวัน จะเป็นหนอนตัวโตกว่าปกติ มีอายุอยู่นานได้หลาย ๆ วัน แล้วจะตายไปเอง

สัปดาห์ที่6 การทำปุ๋ยหมักชีวภาพ

การทำปุ๋ยหมักชีวภาพ
ปุ๋ยหมักชีวภาพคือ ปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยธรรมชาติชนิดหนึ่ง ที่มีประโยชน์ในการปรับปรุงบำรุงดิน สามารถผลิตได้มากใช้เวลาน้อย โดยการนำเศษวัสดุเหลือใช้ผสมคลุกเคล้าหมักรวมกับเศษมูลสัตว์ แกลบดำ รำละเอียด คลุมด้วยกระสอบป่านใช้เวลา 3 วัน สามารถนำไปใช้ได้
วัสดุการทำปุ๋ยหมักชีวภาพ
1. มูลสัตว์แห้งบดละเอียด 1 ปีบ
2. แกลบดำ 1 ปีบ
3. รำละเอียด 1 ก.ก.
4. น้าสกัดชีวภาพ
5. กากน้ำตาล
6. วัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น เช่น แกลบ กากอ้อย ขี้เลื่อย เปลือกถั่วลิสง ถั่วเขียว ขุยมะพร้าว อย่างไดอย่างหนึ่ง
วิธีการทำปุ๋ยหมักชีวภาพ
1. ผสมวัสดุเข้าด้วยกัน
2.รดน้ำผสมน้ำสกัดชีวภาพและกากน้ำตาล (ใช้น้ำตาลทรายแดงแทนได้)
อัตราส่วน น้ำ 10 ลิตร
น้าสกัดชีวภาพ 2 ช้อนแกง
กากน้ำตาล 2 ช้อนแกง
จนปุ๋ยชื้นปั้นเป็นก้อนได้เมื่อแบมือ
3. กองปุ๋ยบนซีเมนต์ที่มีความหนาประมาณ 1 คืบ คลุมด้วยกระสอบป่านทิ้งไว้ 3 วัน สามารถนำไปใช้ได้
4. ลักษณะปุ๋ยที่ดีมีราขาว มีกลิ่นของราหรือเห็ด ไม่ร้อนมีน้ำหนักเบา
วิธีการใช้
1. ใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพผสมดินในแปลงปลูกผักทุกชนิด อัตราปุ๋ย 1 ก.ก.ต่อพื้นที่ 1 ตร.ม.
2.พืชผักอายุเกิน 2 เดือน เช่น กะหล่ำปลี ถั่วฝักยาว แตง ฟักทอง ใช้ปุ๋ยหมักแห้งรองก้นหลุมประมาณ 1 กำมือ
3. ไม้ผล ควรรองก้นหลุมด้วยเศษหญ้าใบไม้และปุ๋ยหมักแห้ง ประมาณ 1-21 ปุ้งกี๋ ส่วนไม้ผลที่ปลูกแล้วให้ใส่ปุ๋ยรองทรงพุ่ม แล้วคลุมด้วยหญ้า ใบไม่ ฟางแห้ง
4. ไม้ดอก ไม้ประดับ ไม้กระถาง ควรใส่ปุ๋ยคอกหมักทุก 7 วัน ประมาณ 1 กำมือ

สัปดาห์ที่5 การทำกิฟท์

ข้อความ : GIFT กิฟท์ (GIFT, Gamete intrafallopian transfer) คือวิธีการที่ใส่เชื้ออสุจิ (ที่เตรียมแล้ว) และไข่ (sperm and egg)เข้าไปในท่อนำไข่ของฝ่ายหญิง 1 หรือ 2 ข้าง ทั่วๆไปจะใส่ไข่ 2 ฟองร่วมกับตัวเชื้ออสุจิ 5 หมื่นถึง 1 แสนตัวต่อท่อ 1 ข้าง (รวมแล้วใช้ไข่ 4 ฟอง) ข้อบ่งชี้ 1. ภาวะมีบุตรยากที่ไม่ทราบสาเหตุ 2. เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญนอกโพรงมดลูก 3. เชื้ออสุจิอ่อนแต่ไม่มาก 4. หลังจากไม่สำเร็จจากการผสมเทียมโดยใช้เชื้อชายอื่น ขั้นตอน 1. การกระตุ้นไข่ให้ได้ไข่หลายๆฟอง ในรอบธรรมชาติจะมีไข่เพียง 1 ฟองต่อเดือน แต่ในรอบที่จะใช้วิธีช่วยการเจริญพันธุ์ เช่น กิฟท์ เราจะกระตุ้นรังไข่หลายๆฟองเพื่อเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์ ซึ่งมีหลายวิธีแต่วิธีการที่ใช้บ่อยคือ 1.1 วิธีที่ใช้ระยะเวลายาว (long protocol) โดยการให้ฮอร์โมนตัวหนึ่ง (GnRHa, gonadotropin releasing hormone agonists) อาจโดยการพ่นยาเข้าโพรงจมูกหรือฉีดยาเข้าใต้ผิวหนัง ประมาณ 7-10วันก่อนที่จะมีประจำเดือนให้ไป จนกระทั่งตรวจพบว่าระดับฮอร์โมนเอสตราไดออล (estradiol) มีระดับน้อยกว่า 30-35 พิโคกรัมต่อซี.ซี จึงเริ่มต้นยาฉีดเพื่อกระตุ้นรังไข่ ยาที่ใช้คือ hMG (human menopausal gonadotropin) หรือ FSH(follicle stimulating hormone) ซึ่งมีชื่อทางการค้าแตกต่างกันไป ส่วนใหญ่จะให้ยาฉีดทุกวัน ติดตามผลการกระตุ้นรังไข่โดยการดูขนาดของถุงไข่(follicle) ด้วยเครื่องคลื่นเสียงความถี่สูง อาจใช้ร่วมกับการตรวจเลือดเพื่อดูระดับ เอสตราไดออลซึ่งระดับจะสูงสัมพันธ์กับขนาด และจำนวนของถุงไข่ ให้ยาจนกระทั่งมีถุงไข่ที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 18-20 มม.(จากการวัดโดยคลื่นเสียงความถี่สูง) จำนวนอย่างน้อย 2-3 ถุง จึงให้ฮอร์โมนอีกชนิดหนึ่ง (hCG, human chorionic gonadotropin) ขนาด 5,000-10,000 ยูนิต ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ และจะทำการเจาะเก็บไข่ (ovum pick up) หลังจากยาฉีดประมาณ 34-36 ชั่วโมง 1.2 วิธีที่ใช้ระยะเวลาสั้น (short protocol) โดยการให้ฮอร์โมน GnRHa ) โดยการพ่นยาเข้าโพรงจมูกหรือฉีดยาเข้าใต้ผิวหนัง โดยเริ่มยาวันที่ 2-3 หลังจากที่มีประจำเดือนและให้ยาฉีดเพื่อกระตุ้นรังไข่ 1 วันหลังจากได้ฮอร์โมน GnRHa หลังจากนั้นขั้นตอนจะเหมือนกับวิธีที่ 1.1 2. การเจาะเก็บไข่ (ovum pick up) โดยทั่วๆไปจะใช้การเจาะผ่านทางช่องคลอดโดยการใช้คลื่นเสียงความถี่สูงช่วย ส่วนน้อยจะเจาะผ่านผนังหน้าท้อง หรือผ่านทางกล้องส่องผ่านทางผนังหน้าท้อง จะกระทำภายใต้การให้ยาสลบ เพื่อไม่ให้เจ็บปวดหรืออาจให้เพียงยาระงับปวดร่วมกับยากล่อมประสาทก็ได้ 3. การเตรียมน้ำอสุจิ จะเตรียมน้ำอสุจิโดยการให้ฝ่ายชายเก็บอสุจิโดยการช่วยตัวเอง (masturbation) และนำน้ำอสุจิที่ได้ไป เตรียมทางห้องปฏิบัติการ 4. การใส่อสุจิร่วมกับไข่เข้าไปในท่อนำไข่ของฝ่ายหญิง โดยทั่วๆไปจะกระทำผ่านทางกล้องส่องเจาะผ่านผนังหน้าท้อง (ส่วนน้อยจะทำผ่านโพรงมดลูกและผ่านสายเข้าท่อนำไข่โดยใช้กล้องส่องภายในโพรงมดลูกหรือใช้คลื่นเสียงความถี่สูงช่วย) ส่วนใหญ่จะกระทำภายใต้การให้ยาสลบเพื่อไม่ให้เจ็บปวด 5. หลังใส่เชื้ออสุจิและไข่เข้าทางท่อนำไข่เรียบร้อยแล้วจะแนะนำให้นอนพักผ่อน แต่ไม่ถึงขนาดต้องนอนนิ่งๆบนเตียงตลอดเวลา อาจทำงานได้บ้างเบาๆ จะมีการให้ยารับประทานหรือยาฉีดเข้ากล้ามเนื้อ หรือให้ยาทั้งสองชนิดร่วมกัน (ยารับประทานอาจให้เหน็บช่องคลอดได้) แล้วแต่แพทย์แนะนำ 6. ประมาณ 2 สัปดาห์หลังจากทำกิฟท์ จะนัดมาเจาะเลือดเพื่อดูว่าตั้งครรภ์หรือไม่ โอกาสตั้งครรภ์ ประมาณ ร้อยละ 30-40 และที่สำคัญเสียเงินเยอะพอสมควรนะ จาก : wolfen GTW - 11/11/2001 12:08
ข้อความ : ) ในการทำกิ๊ฟนั้น มีข้อจำกัดหลายอย่าง เช่น ฝ่ายหญิงต้องมีท่อนำไข่ที่ดีอย่างน้อยหนึ่งข้าง และในการที่จะนำไข่และอสุจิไปไว้ที่ท่อนำไข่นั้น มักจะต้องผ่าตัดทางหน้าท้อง แม้ว่าในปัจจุบันจะมีการหลีกเลี่ยงการผ่าตัดทางหน้าท้อง โดยการสอดผ่านทางปากมดลูกแทน แต่ก็ยังได้ผลไม่แน่นอน เนื่องจากท่อนำไข่มีขนาดเล็กมาก ในกรณีที่มีพังผืดในอุ้งเชิงกรานมาก การจับท่อนำไข่จะกระทำได้ลำบาก หรืออาจไม่สามารถทำได้ นอกจากนี้หากไม่ตั้งครรภ์ภายหลังการทำกิ๊ฟ จะไม่สามารถทราบได้ว่า ไข่และอสุจิมีการผสมกันหรือไม่ ข้อดีของการทำกิ๊ฟ คือไม่ต้องอาศัยห้องปฏิบัติการ ที่จะทำการปฏิสนธิและเลี้ยงตัวอ่อน เช่นเดียวกับการทำเด็กหลอดแก้วซึ่งต้องมีอุปกรณ์ต่างๆ ตลอดจนนักวิทยาศาสตร์เพิ่มเติมกว่าการทำกิ๊ฟมาก เทคโนโลยีการเจริญพันธุ์อื่นๆ ที่มีการทำกันพอสมควร คือ การนำตัวอ่อนไปใส่ไว้ในท่อนำไข่ แทนที่จะใส่ไว้โพรงมดลูก ทั้งนี้เนื่องจากตามธรรมชาติ ตัวอ่อนจะเจริญเติบโตที่ท่อนำไข่เป็นระยะเวลาหนึ่งก่อน จึงจะเดินทางมาฝังตัวที่เยื่อบุโพรงมดลูก อย่างไรก็ดี เทคนิคนี้ฝ่ายหญิงก็ต้องมีท่อนำไข่ที่ดี และอาจมีความยุ่งยากในการหาท่อนำไข่ ตลอดจนการนำตัวอ่อนไปใส่ที่ท่อนำไข่ในบางราย เช่นเดียวกับการทำกิ๊ฟ

สัปดาที่4 เรื้องจิเอ็มโอ

สิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม (จีเอ็มโอ)
(Genetically Modified Organism-GMO)
แพทย์หญิงสายพิณ โชติวิเชียร
กลุ่มพัฒนาเทคโนโลยีโภชนาการ
การดัดแปลงพันธุกรรม (genetic modification) ไม่ว่าจะเป็นการดัดแปลงพันธุกรรมพืช สัตว์ หรือจุลินทรีย์ จะทำให้ได้พืช สัตว์ จุลินทรีย์ หรือสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม (genetically modified organism) หรือเรียกย่อเป็น GMO หรือจีเอ็มโอ ความเป็นมาของคำว่า สิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม
(จีเอ็มโอ) อาจย้อนไปถึงในช่วงต้นของทศวรรษ 1800s ได้มีการนำเทคโนโลยีชีวภาพที่เรียกว่า r-DNA เทคโนโลยีหรือพันธุวิศวกรรม (genetic engineering) มาใช้ในการพัฒนาสิ่งมีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นพืช สัตว์ หรือจุลินทรีย์ เพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆกัน ทั้งในการปรับปรุงพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ จุลินทรีย์ การผลิตยารักษาโรคและเภสัชภัณฑ์ ฯลฯ ในช่วงนั้นสิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่ที่นำมาใช้จะเป็นจุลินทรีย์(microorganism) ดังนั้นจุลินทรีย์ที่ได้มีการถูกดัดแปลงโดยวิธีการทางพันธุวิศวกรรม มีการเรียกว่าเป็น genetically engineered microorganism หรือ GEM ซึ่งอาจเรียกในภาษาไทยเป็น "จุลินทรีย์ที่ถูกดัดแปลงทางพันธุกรรม" แต่การดัดแปลงทางพันธุกรรม (genetic modification) ได้ครอบคลุมไปถึงพืช สัตว์ ด้วย ดังนั้นสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมอาจเป็น "พืชดัดแปลงพันธุกรรม" (genetically modified plant หรือ transgenic plant) หรือ "สัตว์ดัดแปลงพันธุกรรม" (genetic modified animal หรือ transgenic animal) หรือถ้าเป็นสิ่งมีชีวิต (organism) ทั้งพืชและสัตว์ดัดแปลงพันธุกรรมเหล่านี้สามารถเรียกรวมๆกันเป็น "สิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม" (genetically modified organism) หรือ GMO(1)
จีเอ็มโอ หรือ GMOs – Genetically Modified Organisms คือ สิ่งมีชีวิตที่ได้รับการดัดแปรพันธุกรรมเป็นผลผลิตจากการใช้เทคโนโลยีพันธุวิศวกรรม หรือ เทคนิคการตัดต่อยีน ในพืช สัตว์ หรือ
จุลินทรีย์ เพื่อให้มีคุณสมบัติหรือคุณลักษณะเฉพาะเจาะจงตามที่ต้องการ เช่น ต้านทานแมลงศัตรูพืช คงทนต่อสภาพแวดล้อมหรือเพิ่มสารโภชนาการบางชนิด เช่น วิตามิน จีเอ็มโอ ไม่ใช่สารปนเปื้อนและไม่ใช่สารเคมี แต่จีเอ็มโอคือสิ่งมีชีวิตที่เป็นผลพวงของเทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่ ซึ่งเกิดจากความตั้งใจของนักวิทยาศาสตร์ที่จะปรับปรุงพันธุ์ให้มีคุณสมบัติที่ดีตามที่ต้องการ เช่น การดัดแปรพันธุกรรมของมะเขือเทศให้มีลักษณะที่สุกงอมช้ากว่าปกติ การดัดแปรพันธุกรรมของถั่วเหลืองให้มีไขมันชนิดไม่อิ่มตัวสูง เป็นต้น(2)
สารพันธุกรรมหรือที่เรียกว่า DNA เป็นสารเคมีที่ประกอบกันขึ้นเป็นหน่วยพันธุกรรมหรือ ยีน (GENE) และสิ่งมีชีวิตดังกล่าวอาจจะเป็นสัตว์ พืช หรือจุลินทรีย์
จุลินทรีย์ GMO นั้นใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและยา และมีจุลินทรีย์ GMO ที่มีคุณสมบัติพิเศษในการกำจัดคราบน้ำมันได้ดี
พืช GMO เช่น ฝ้าย ข้าวโพด มันฝรั่ง มะละกอ เรานิยมทำ GMO ในพืชเพราะว่าทำได้ง่ายกว่าสัตว์ และสามารถศึกษาพืช GMO ได้หลายๆ ชั่วอายุของพืช (Generation) เพราะว่าพืชมีอายุสั้นกว่าสัตว์ ซึ่งอายุของสัตว์แต่ละ Generation นั้นกินเวลานานหลายปี
สัตว์ GMO เช่น ปลาแซลมอน ซึ่ง Modified หมายความว่า ปลานี้ได้รับการปรุงแต่ง หรือดัดแปลงโดยมนุษย์ไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนอาหาร เพราะมนุษย์ล้นโลกได้เป็นอย่างดี จึงเป็นวิธีพัฒนาการทางด้านอาหารสำหรับบริโภคของมนุษย์
วิธีการทำ GMO(3)
ปัจจุบันนักเทคโนโลยีชีวภาพได้ทำการศึกษาวิจัยด้าน GENE หรือ GENOME ทำให้สามารถวิเคราะห์โครงสร้างในสิ่งที่มีชีวิตและยีน เพื่อปรับปรุงคุณลักษณะให้ดีกว่าเดิม คือ การทำ GMO นั่นเอง
GENETIC ENGINEERING หรือพันธุวิศวกรรมนั้น เป็นวิธีการที่เรียกว่า Biotechnology หรือเทคโนโลยีทางชีวภาพ เป็นวิธีการที่คัดเลือกสายพันธุ์โดยทำลงไปที่ยีนที่ต้องการโดยตรง แทนวิธีการผสมพันธุ์แบบเก่า แล้วคัดเลือกลูกสายพันธุ์ผสมที่มีลักษณะตามความต้องการ ถึงแม้ว่าจะใช้เวลานานก็ตาม
วิธีการทำ GMO มี 2 ขั้นตอนดังนี้
1. เจาะจงโดยการค้นหายีนตัวใหม่หรือจะใช้ยีนที่เป็น TRAITS (มีคุณลักษณะแฝง) ก็ได้ ตามที่เราต้องการ ยีนตัวนี้อาจจะมาจากพืช สัตว์ หรือจุลินทรีย์ก็ได้
2. นำเอายีนจากข้อที่ 1. ถ่ายทอดเข้าไปอยู่ในโครโมโซมของเซลล์ใหม่ ซึ่งทำได้หลายวิธี
วิธีหลักที่ใช้กันในปัจจุบัน มี 2 วิธีคือ
2.1 ใช้จุลินทรีย์ เรียกว่า Agro-Bacterium เป็นพาหะช่วยพายีนเข้าไป ซึ่งคล้ายกับการใช้รถลำเลียงสัมภาระเข้าไปไว้ในที่ที่ต้องการ
2.2 ใช้ปืนยีน (GENE GUN) ยิงยีนที่เกาะอยู่บนผิวอนุภาคของทอง ให้เข้าไปในโครโมโซมเซลล์พืช กระสุนที่ยิงเข้าไปเป็นทองและนำ DNA ติดกับผิวของกระสุนที่เป็นอนุภาคของทอง และยิงเข้าไปในโครโมโซมด้วยแรงเฉื่อย จะทำให้ DNA หลุดจากผิวของอนุภาคของทอง เข้าไปอยู่ในโครโมโซม ส่วนทองก็จะอยู่ภายในเนื้อเยื่อโดยไม่มีปฏิกิริยาใดๆ
เมื่อเข้าไปที่ใหม่ จะโดยวิธี 2.1 หรือ 2.2 ก็ตาม ยีนจะแทรกตัวรวมอยู่กับโครโมโซมของพืช จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครโมโซมพืช การถ่ายทอดยีนเข้าสู่พืชนั้นมิได้เป็นการถ่ายทอดเฉพาะยีนที่ต้องการเท่านั้น แต่เป็นการถ่ายทอดชุดของยีนเรียกว่า GENE CASSETTE โดยนักวิทยาศาสตร์ที่นำเอายีนที่ต้องการนั้น ไปผ่านขบวนการเสริมแต่ง เพื่อเพิ่มตัวช่วย ได้แก่ ตัวควบคุมการทำงานของยีนให้เริ่มต้นและยุติ และตัวบ่งชี้ปรากฏการณ์ของยีน ซึ่งตัวช่วยทั้งสองเป็นสารพันธุกรรมหรือยีนเช่นกัน ทั้งหมดจะถูกนำมาเชื่อมต่อเข้าด้วยกันเป็นชุดของยีนก่อนจะนำชุดของยีนนั้น ไปฝากไว้กับเชื้ออะโกรแบคทีเรียมหรือนำไปเคลือบลงบนผิวอนุภาคของทองอีกทีหนึ่ง นักวิทยาศาสตร์จำเป็นต้องพ่วงตัวช่วยเหล่านั้นกับยีนที่ต้องการเพื่อใส่ยีนเข้าไปในเซลล์พืช ให้สามารถทำงานได้ หรือสามารถควบคุมให้มีการสร้างโปรตีนได้ เมื่อมีตัวควบคุมการทำงานของยีนให้เริ่มต้นหรือให้ยุติ ก็เปรียบเหมือนกับสวิตช์ที่เปิดปิดได้นั่นเอง นอกจากนี้ยังต้องมีวิธีการติดตามหรือสะกดรอยชุดยีนที่ใส่เข้าไป โดยตรวจหาสัญญาณตัวบ่งชี้การปรากฏของยีน ซึ่งตัวบ่งชี้นี้ช่วยให้สามารถคัดแยกเซลล์พืชหรือต้นพืชที่ได้รับการใส่ชุดยีนได้
หลักสำคัญของการถ่ายยีน คือ
- ยีนที่จะถ่ายเข้าไปนั้นจะต้องมีความบริสุทธิ์ไม่มีสารใดปนเปื้อน เพราะสิ่งสกปรกจะลดประสิทธิภาพของการถ่ายยีน
- วิธีที่ใช้ถ่ายยีน ไม่ว่าจะเป็นการใช้กระแสไฟฟ้า หรือสารเคมีที่ไม่เป็นอันตราย หรือการยิงกระสุนทองคำเคลือบชิ้นยีน โดยใช้แรงดันลมจากก๊าซเฉื่อย หรือการใช้แบคทีเรียชื่อ "อะโกรแบคทีเรีย" หรือ ซึ่ง 2 วิธีหลังนี้ใช้สำหรับการถ่ายยีนเข้าพืชเท่านั้น วิธีต่างๆ เหล่านี้นอกจากจะต้องมีประสิทธิภาพดีในการนำพาชิ้นยีนเข้าสู่เซลล์แล้ว ยังต้องไม่ทำอันตรายต่อเซลล์ เพราะมิฉะนั้นแล้วเซลล์ที่ได้รับการถ่ายยีนจะไม่สามารถเจริญขึ้นเป็นสิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรมที่สมบูรณ์ได้
ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าในขั้นตอนของการดัดแปรพันธุกรรมนั้น ย่อมมีสารเคมีหรือสารชีวภาพบางตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่สารเหล่านั้นจะถูกกำจัดออกไปในขั้นตอนการทำความสะอาดชิ้นยีนก่อนการถ่ายยีน ส่วนสารเคมีที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายยีนนั้น เป็นสารเคมีที่ไม่เป็นอันตรายต่อเซลล์และสิ่งมีชีวิต













เทคนิคทางพันธุวิศวกรรมพืชทำได้โดยสรุป ดังรูป


ข้อดีของพืช GMO1. สามารถต้านทานโรคพืชชนิดรุนแรงได้2. สามารถต้านทานต่อยาปราบวัชพืช3. สามารถต้านทานอุณหภูมิต่ำ ๆ ได้4. สามารถขยายอายุการเก็บได้5. ทนต่อสภาพการขนส่งได้ดีขึ้น6. มีผลต่อการแปรรูป7. มีคุณค่าทางโภชนาการสูงขึ้น
ในศตวรรษที่ 20 ซึ่งเป็นยุคที่เทคโนโลยีชีวภาพเฟื่องฟู มีการนำเทคโนโลยีชีวภาพมาใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมการเกษตร เช่นการใช้เทคโนโลยีพันธุวิศวกรรม ซึ่งเป็นเทคโนโลยีชีวภาพชั้นสูงในการพัฒนาพืชดัดแปลงพันธุกรรมที่มีคุณสมบัติตามที่ต้องการ เช่น สามารถสร้างสารพิษที่เป็นอันตรายเฉพาะเจาะจงกับแมลงศัตรู สามารถทนต่อยากำจัดวัชพืช สามารถต้านทานโรคที่เกิดจากไวรัส และมีสารโภชนการหรือวิตามินบางชนิดเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในธัญพืชที่เป็นอาหารหลัก ในปี พ.ศ.2535 ได้มีการนำสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม (GMOs) มาใช้เป็นอาหาร ได้แก่มะเขือเทศดัดแปลงพันธุกรรมให้มีคุณสมบัติสุกช้า (delayed ripening) และเอนไซม์เร็นเน็ท (rennet) ที่ใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตเนยแข็ง ทั้งนี้เอนไซม์ดังกล่าวถูกผลิตขึ้นโดยจุลินทรีย์ดัดแปลงพันธุกรรมจากการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมทั้งสองชนิดนั้น ทำให้เกิดกระแสการต่อต้านขึ้นทั้งในสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปมีมากขึ้น ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเรื่องของความปลอดภัยอาหาร เช่น การปนเปื้อนของโรควัวบ้า (mad cow disease) และการปนเปื้อนของสารไดออกซิน (dioxin) ในอาหาร จากเหตุการณ์ดังกล่าวจึงทำให้ผู้ผลิตอาหารส่วนใหญ่และกิจการซุปเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ต้องการให้มีการรับรองว่าผลิตภัณฑ์อาหาร รวมถึงส่วนผสมต่างๆที่ใช้ในกระบวนการผลิตปลอดจาก
จีเอ็มโอ (GMOs free) (10)
พื้นที่ปลูกพืชดัดแปรพันธุกรรมทั่วโลกในปี พ.ศ. 2545 มีประมาณ 367 ล้านไร่ ร้อยละ 68 ปลูกในสหรัฐอเมริกา ร้อยละ 23 ปลูกในอาร์เจนติน่า ร้อยละ 6 ปลูกในแคนาดา และ ร้อยละ 4 ปลูกในจีน (4)
อาหารที่มีอาจมีส่วนประกอบเป็นจีเอ็มโอที่มีอยู่ในปัจจุบัน และพบได้ในหลายประเทศทั่วโลก เช่น สหรัฐอเมริกา ประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป หรือ อียู ญี่ปุ่น แคนาดา และอื่นๆ ได้แก่ อาหารประเภทถั่วเหลือง ข้าวโพด มันฝรั่ง มะเขือเทศ มะละกอ และผักบางชนิด เป็นต้น แต่อาหารเหล่านี้ได้ผ่านขั้นตอนการประเมินความปลอดภัยอย่างเข้มงวดมาแล้ว จึงสามารถผลิตเพื่อจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ได้ ในกรณีน้ำนมจากแม่โคที่ได้รับฮอร์โมนที่ได้จากสิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรมนั้น ขณะนี้ยังไม่มีรายงานว่าพบสารนี้ตกค้างในน้ำนม อย่างไรก็ตาม ฮอร์โมนที่ได้จากสิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรมนี้ ไม่ใช่จีเอ็มโอ
การพัฒนาพืชอาหารดัดแปลงพันธุกรรมในประเทศไทย
มีการพัฒนาพืชอาหารท้องถิ่นหลายชนิดด้วยเทคโนโลยีพันธุวิศวกรรมโดยนักวิจัยจากหน่วยงานต่างๆเช่น ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรมวิชาการเกษตร เป็นต้น ตัวอย่างพืชอาหารที่มีการพัฒนาคือมะละกอต้านทานโรคใบด่างจุดวงแหวนที่เกิดจากไวรัส มะเขือเทศ ฝ้ายบีที และอื่นๆ ซึ่งพืชดัดแปลงพันธุกรรมเหล่านี้จะต้องผ่านขั้นตอนการประเมินความปลอดภัยที่เข้มงวด ทั้งทางด้านสิ่งแวดล้อมและสุขอนามัยมนุษย์ ก่อนที่จะถูกนำมาบริโภคเป็นอาหาร ในปัจจุบันมีเพียงถั่วเหลืองและข้าวโพดดัดแปลงพันธุกรรมเท่านั้น ที่ได้รับการอนุญาตให้นำมาใช้ในกระบวนการผลิตอาหารได้
เทคโนโลยีชีวภาพพืชที่ประสบความสำเร็จสู่ระดับการค้า (วิเชียร , 2542 , 2543)
การควบคุมวัชพืช
การปลูกพืชโดยทั่ว ๆ ไปในโลกมนุษย์ ล้วนพบปัญหาการเกิดของวัชพืชในพืชที่เราต้องการปลูกเช่นเดียวกัน การปราบวัชพืชกระทำได้ 2 วิธี คือการใช้เครื่องมือและการใช้สารเคมี แต่การใช้สารเคมีจะได้รับความนิยมมากกว่า เมื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพและราคาทว่าสารเคมีที่ใช้ปราบวัชพืชไม่สามารถแยกวัชพืชออกจากพืชที่เราปลูกจะทำลายหมดทุกอย่าง ด้วยเหตุนี้นักเทคโนโลยีชีวภาพพืชจึงได้ค้นคว้า และวิจัยยาปราบวัชพืชโดยอาศัยเทคนิคทางวิศวกรรมพันธุศาสตร์ผลิตสารปราบวัชพืชได้สำเร็จ 2 ชนิด คือ ไกลโฟเสท (glyphosate) และ กลูโฟซิเนท (glufosinate) มีชื่อทางการคำว่า ราวอัพ (Roundupâ ) และบาสต้า (Bastaâ ) ตามลำดับ นอกจากนี้ยังมีสารปราบวัชพืชอื่น ๆ ที่พืชสามารถทนต่อ bromoxynil, sulfonylureas และ imidazolinones.
การควบคุมแมลง
นอกจากวัชพืชจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการปลูกพืชแล้ว ยังมีแมลงเป็นปัจจัยที่สำคัญรองลงมา การใช้ยาฆ่าแมลงแม้ว่าจะได้ผลแต่ก่อให้เกิดผลเสียที่ติดตามมาทั้งต่อผู้ใช้และสิ่งแวดล้อม และยาฆ่าแมลงทั่ว ๆ ไปไม่สามารถให้ผลต่อแมลงชนิดใดชนิดหนึ่งที่เราต้องการ อาจทำให้คุณภาพของพืชที่เราปลูกลดลงด้วยเนื่องจากยาฆ่าแมลงมีผลกระทบต่อจุลินทรีย์ อันได้แก่ แบคทีเรีย เชื้อรา และไวรัส
จุลินทรีย์ บางชนิดสามารถผลิตสารพิษ เช่น อัฟลาท๊อกซิน (aflatoxin) และฟูมิโนซิน (fuminosin)ซึ่งมีอันตรายต่อมนุษย์และสัตว์ พืชที่สามารถต้านทานต่อแมลงได้ในรุ่นแรกใช้ยีนส์ บีที(Bt) จากแบคทีเรียที่มีชื่อว่า บาซิลลัส ธูเรนเจียนซิส (Bacillus thurengiensis) (ดูรายละเอียดจากKishore, 1997 หน้า 792-794)
การควบคุมไวรัส
ไวรัสเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้พืชสูญเสียอย่างมากในการเกษตรทั่วโลก เช่น ข้าว มะเขือเทศ อ้อย ฝ้าย เป็นต้น พันธุศาสตร์สามารถใช้ควบคุมไวรัสได้ดีที่สุดไวรัสที่พบในพืชมีทั้ง อาร์เอ็นเอ และดีเอ็นเอ ไวรัส การควบคุมไวรัสพืชสามารถทำได้ 2 หลักการดังนี้ :1. ไวรัสเคลือบโปรตีน (viral coat protein) เรียกย่อเป็น ซีพี (CP)2. อาร์เอ็นเอ - ดีเพนเดนท์ อาร์เอ็นเอ โพลีเมอเรส (RNA-depende RNA polymerase)
ในหลักการของซีพีเริ่มใช้กับยาสูบซึ่งมีไวรัส โทแบคโคโมซาอิค ไวรัส (Tobacco Mosaic Virus : TMV) และได้ขยายไปใช้กับมันฝรั่ง เรียกว่า โพเทโท้ ไวรัส เอกซ์ และวาย (Potato Virus X and Y : PVX และ PVY), แตงกวา เรียกว่า คิวคัมเบอร์โมซาอิค ไวรัส (Cucumber Mosaic Virus : CMV), มะละกอเรียกว่า พาพาย่า ริงสปอต์ ไวรัส (Papaya Ring Spot Virus : PRSV), แตงฝรั่ง เรียกว่า ซัคซินี่เยลโลว์ โมซาอิค ไวรัส (Zuccchini Yellow Mosaic Virus : ZYMV), แตงโม เรียกว่า วอเตอร์เมล่อน โมซาอิคไวรัส สอง (Watermelon Mosaic Virus II : WMV II) ดูรายละเอียดใน Fitchen และ Beachy, (1993)
ส่วนหลักการที่สอง ใช้ในมันฝรั่งที่เกิดจากไวรัสที่ส่วนของใบเรียกว่า โพเทโท้ ลีฟโรล ไวรัส (Potato Leaf Roll Virus : PLRV) (Kaniewski และคณะ1994) นอกจากนี้มีผู้ทดลองอื่น ๆ เช่น Baulcombe, 1994, Wilson 1993 และ Braun และ Hemenway, 1992)}
คุณภาพที่ดีขึ้น
นอกจากการควบคุมวัชพืช แมลง และไวรัสได้แล้วนักเทคโนโลยีชีวภาพพืช ยังได้ทำการปรับปรุงให้พืชมีคุณค่าทางอาหารดีขึ้น สามารถเก็บได้นานขึ้น และให้พืชสามารถผลิตสารทางชีวภาพอื่น ๆ ที่สำคัญได้อีกด้วย เช่น การผลิตมะเขือเทศที่มีอายุการเก็บได้นานขึ้น โดยทำให้น้ำย่อยหรือเอนไซม์ที่เรียกว่าโพลีกาแลคตูโรเนส (polygalcturonase) หยุดการทำงาน โดยเทคนิคที่เรียกว่า แอนตี้เซนต์ (antisense) จากความสำเร็จดังกล่าวทำให้เราทราบว่าถ้าหากต้องการให้พืชเก็บเก็บได้ ในสภาพสดนานขึ้นแล้วล่ะก็ สามารถกระทำได้โดยการชะลอฮอร์โมนที่เรียกว่า เอทธิลีนให้มีน้อยลงหรือไม่มีเลยเพราะฮอร์โมนชนิดนี้เป็นตัวการทำให้พืชเกิดการสุกและนิ่มเร็ว (Kende, 1994) เทคนิคดังกล่าวสามารถนำมาใช้กับผลไม้และผักที่มีอายุการเก็บได้สั้น ๆ จะได้มีอายุการเก็บได้นานขึ้น เช่น กล้วย มะม่วงเห็ด พริก ฯลฯ นอกจากนี้พืชบางชนิดสามารถนำมาผลิตสารประกอบที่มีคุณประโยชน์ จนมีการเรียกชื่อว่า พืชเป็นแหล่งผลิตแทนถังหมัก หรือที่เรียกว่า Plants as reactor (Goddijn และ Pen, 1995) พืชน้ำมันชนิดหนึ่งที่มีมากในแคนาดารู้จักในชื่อของคาโนลา (canola) ได้มีการใช้เทคนิคพันธุวิศวกรรมและทำให้คาโนลา สามารถผลิตประเภทของกรดไขมันตามที่เราต้องการได้ เช่น คาโนลาที่มีกรดไขมันลอเรท (laurate) สเตียเรท (stearate) และโอลีเอท (oleate) สูง (Topfer และคณะ, 1995) นอกจากกรดไขมันในคาโนลาแล้ว นักเทคโนโลยีชีวภาพพืชยังได้ถ่ายทอดยีนส์โพลีเมอร์ของโพลีไฮดรอกซีบิวทีเรท (poly hydroxybutyrate : PHB) จากแบคทีเรียสู่พืชเพื่อผลิตพลาสติกที่ย่อยสลายได้ (Poirier และคณะ, 1995) เมื่อเร็ว ๆ นี้ Rossnagel และ Chibbar, 1997 ได้ประสบความสำเร็จ
ในแปลงทดลองการปลูกข้าวบาร์เลย์ที่ผ่านการทำพันธุวิศวกรรมในแคนาดาโดยถ่ายทอดยีนส์สัญลักษณ์ (marker) และรายงาน (reporter) จากการรวบรวมข้อมูลการยอมรับแปลงทดลองของพืชที่ผ่านเทคโนโลยีชีวภาพเมื่อปี 1988 และ 1997 มีพืชที่รับรอง 14 และ 814 รายการตามลำดับ เฉพาะในแคนาดามีการใช้คาโนลา (พืชน้ำมัน) ที่ผ่านเทคโนโลยีชีวภาพในปี 1996-1997 จำนวนพื้นที่ที่ปลูก 350,000 และ 4,000,000 เอเคอร์ (ตามลำดับ) และในปี 1998 คาดว่าจะเพิ่มเป็น 6,500,000 เอเคอร์ ในสหรัฐอเมริกา มีผลิตผลการเกษตรที่ผ่านการทำพันธุวิศวกรรมออกสู่การค้าแล้ว ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1994-1997 ได้แก่ มะเขือเทศ (ด้านคุณภาพเก็บได้นานขึ้น), คาโนลาถั่วเหลือง (พืชน้ำมัน), ฝ้าย ถั่วเหลือง ข้าวโพด (ทนต่อยาปราบวัชพืช), น้ำเต้า (squash) ทนต่อไวรัส, มันฝรั่ง ข้าวโพด และฝ้าย (ทนต่อแมลง) ดูรายละเอียดใน Wilkinson, 1997
อาหารที่มีส่วนประกอบเป็นจีเอ็มโอได้มีการผลิตในเชิงพาณิชย์และมีการบริโภคกันมา 9-10 ปีแล้ว ส่วนในทางการแพทย์นั้นเทคโนโลยีดัดแปรพันธุกรรมได้เข้ามามีบทบาทนานมากแล้ว ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือ อินซูลิน ที่ใช้รักษาผู้ป่วยโรคเบาหวาน และยังมียารักษาโรคอีกหลายชนิดที่เป็นผลิตภัณฑ์จากเทคโนโลยีนี้ ซึ่งจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีรายงานถึงอันตรายที่เกิดขึ้นจากการใช้อินซูลิน ยา และอาหารที่ได้ออกจำหน่ายไปแล้ว อาหารที่มีส่วนประกอบเป็นจีเอ็มโอจะต้องผ่านกระบวนการประเมินความปลอดภัยโดยใช้ "หลักการเทียบเท่า" หรือ Substantial equivalence ตามมาตรฐานสากล Codex และได้รับอนุญาตจากหน่วยงานภาครัฐที่มีหน้าที่กำกับดูแลก่อนนำออกจำหน่ายแก่ผู้บริโภค เช่น ในประเทศไทยกำหนดไว้ว่า ผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปทุกประเภทต้องได้รับการอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่าอาหารที่มีส่วนประกอบเป็นจีเอ็มโอซึ่งผ่านกระบวนการประเมินความปลอดภัยและได้รับรองจาก อย.แล้วนั้น มีคุณประโยชน์หรือโทษไม่แตกต่างจากอาหารชนิดเดียวกันกับที่ไม่มีส่วนประกอบเป็นจีเอ็มโอ ตามปกติแล้วคุณค่าทางโภชนาการที่ได้รับจากการรับประทานอาหารที่มีส่วนประกอบเป็นจีเอ็มโอ และอาหารทั่วไปนั้นมีความเทียบเท่ากัน เว้นแต่กรณีที่มีการเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการบางอย่างเข้าไปในจีเอ็มโอซึ่งเป็นส่วนประกอบของอาหาร อาหารที่มีส่วนประกอบเป็นจีเอ็มโอนั้น ก็จะมีคุณค่าทางโภชนาการสูงกว่าอาหารปกติ
จนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานเกี่ยวกับอันตรายที่เกิดขึ้นต่อร่างกายของผู้บริโภคทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่ได้บริโภคอาหารที่มีส่วนประกอบเป็นจีเอ็มโอที่มีจำหน่ายในท้องตลาดและได้ผ่านการทดสอบความปลอดภัยมาแล้ว ขณะนี้ยังไม่มีการรายงานว่า ผู้บริโภคอาหารที่มีส่วนประกอบเป็นจีเอ็มโอเข้าไปแล้ว อาหารนั้นจะส่งผลเสียต่อร่างกายในระยะยาว เนื่องจากการพัฒนาพันธุ์โดยเทคโนโลยีชีวภาพนั้นมีความจำเพาะสูง ดังนั้นโอกาสที่จะเกิดผลข้างเคียงมีน้อยมาก เมื่อเทียบกับวิธีการพัฒนาพันธุ์แบบดั้งเดิม นอกจากนี้แล้วข้อมูลวิทยาศาสตร์ที่ได้จากการประเมินความปลอดภัยนั้น จะต้องพิสูจน์ได้ว่าสารพันธุกรรมและผลผลิตที่เกิดขึ้น จะต้องปลอดภัยต่อผู้บริโภคอีกด้วย
(11)ส่วนผลกระทบกับสัตว์ กรมวิชาการเกษตรโดยนายฉกรรจ์ แสงรักษาวงศ์ อธิบดีกรม เปิดเผยว่าจากการเปรียบเทียบหนูทดลองที่กินมะละกอจีเอ็มโอ และมะละกอที่ไม่ใช่จีเอ็มโอ พบว่าทั้งน้ำหนักตัวและการขยายพันธุ์เป็นไปได้ตามปกติ แม้ผลการวิจัยดังกล่าวจะออกมาเช่นนี้ กรมก็ยังไม่ได้แนะนำพันธุ์ออกไปสู่เกษตรกร เพราะยังอยู่ในระหว่างช่วงของการทดลองวิจัย นอกจากมะละกอแล้ว งานวิจัยจีเอ็มโอที่กรมทำอยู่ในขณะนี้คือ ข้าวหอมมะลิ สับปะรด กล้วยไม้ แตงกวา ทุเรียน ส้มเขียวหวาน ถั่วเหลือง ฝ้าย ซึ่งวันนี้มีเพียงมะละกอชนิดเดียวที่ลงแปลง นอกนั้นยังอยู่ในห้องแล็บ

วันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

สัปดาที่3 สเปนปลูกถ่ายเนื้อหลอดลมเพาะจากสเตมเซลล์


สเปนปลูกถ่ายเนื้อเยื่อหลอดลมเพาะจากสเตมเซลล์
« เมื่อ: พฤศจิกายน 29, 2008, 07:45:01 pm »
มาดริด 19 พ.ย.- นักวิทยาศาสตร์สเปนประสบความสำเร็จในการปลูกถ่ายเนื้อเยื่อหลอดลมที่เพาะ ขึ้นจากสเตมเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิด ของคนไข้เอง จึงเป็นครั้งแรกในโลกที่มีการใช้เทคโนโลยีนี้มาปลูกถ่ายเนื้อเยื่อให้คนไข้เป็นครั้งแรกที่คนไข้ซึ่งเข้ารับการปลูกถ่ายเนื้อเยื่อไม่ต้อง ใช้ยากดภูมิต้านทาน เนื่องจากเนื้อเยื่อเพาะขึ้นมาจากสเตมเซลล์ของตนเอง เมื่อนำมาปลูกถ่ายเข้ากับร่างกาย ระบบภูมิต้านทานในร่างกายจึงไม่ต่อต้านเนื้อเยื่อดังกล่าว ต่างจากกรณีการปลูกถ่ายเนื้อเยื่อของบุคคลอื่นให้แก่คนไข้ ซึ่งมักจะส่งผลให้ร่างกายคนไข้เกิดการต่อต้านเนื้อเยื่อแปลกปลอมนั้น แพทย์จึงต้องให้ยากดภูมิต้านทานเอาไว้คนไข้ซึ่งได้รับการปลูกถ่าย เนื้อเยื่อหลอดลมนี้ เป็นคุณแม่ลูกสอง อายุ 30 ปี เนื่องจากป่วยเป็นวัณโรค จึงทำให้หลอดลมเสียไป จำเป็นต้องได้รับการปลูกถ่ายหลอดลมชุดใหม่ นักวิทยาศาสตร์จากโรงพยาบาลบาร์เซโลนา ในสเปน จึงทดลองเพาะเนื้อเยื่อหลอดลมขึ้นมาจากสเตมเซลล์ของเธอเอง แล้วนำมาปลูกถ่ายให้ หลังการผ่าตัดผ่านพ้นไปนาน 5 เดือน สุขภาพของคนไข้ก็กลับมาดีเช่นเดิม สามารถดูแลลูก ๆ และเดินขึ้นบันไดสองเที่ยวได้โดยไม่หอบเหนื่อยแต่ใช่ว่าเทคโนโลยี สเตมเซลล์จะช่วยให้เพาะหลอดลมเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาได้ เพราะนักวิทยาศาสตร์จำเป็นต้องพึ่งหลอดลมของคนไข้รายหนึ่งที่เพิ่งเสียชีวิต ไป นำมาใช้เป็นโครงต้นแบบ โดยนักวิทยาศาสตร์ได้นำสารเคมีชนิดเข้มข้นและเอนไซม์ มาชะล้างเซลล์ทั้งหมดออกจากหลอดลมดังกล่าว ให้เหลือแต่เพียงโครงหลอดลมเท่านั้น จากนั้น จึงนำเซลล์เนื้อเยื่อที่เพาะจากสเตมเซลล์ของคุณแม่ลูกสองรายนี้ ไปเลี้ยงให้เจริญเติบโตจนเคลือบหลอดลมทั้งหมดเอาไว้ แล้วจึงนำหลอดลมที่มีเซลล์ชุดใหม่เคลือบอยู่ไปปลูกถ่ายให้คนไข้ เนื่องจากเซลล์ที่เคลือบผิวหลอดลม เป็นเซลล์ที่ได้จากสเตมเซลล์ของคนไข้เอง ร่างกายของคนไข้จึงไม่ต่อต้าน คนไข้จึงไม่จำเป็นต้องรับยากดภูมิต้านทาน ความสำเร็จดังกล่าว ทำให้คณะผู้เชี่ยวชาญในสเปนเชื่อมั่นว่า การเพาะเนื้อเยื่อจากสเตมเซลล์ของคนไข้เอง จะมีมากขึ้นในอนาคต จนกลายเป็นเรื่องธรรมดา. -สำนักข่าวไทย

สัปดาห์ที่2 การตัดต่อพันธุกรรมในพืช

การตัดต่อพันธุกรรมในพืช ( Genetic Engineering in Plants)
มาเรื่อง พืช GMO กันบ้าง อย่างแรกที่เราน่าจะสงสัยและอยากเปรียบเทียบกันมาก็คืออันไหนมันดีกว่ากันระหว่างการแบบปกติกับแบบตัดต่อยีน.. การเปรียบเทียบอันนี้..ถึงแม้จะเข้าข้างทางวิทยาศาสตร์ไปหน่อยแต่..ก็น่าสนใจแบบธรรมชาติ แบบ ตัดต่อยีน1.โปรตีนที่ได้มาใหม่อาจจะมาจากชนิดของพืชที่คล้ายกัน 1. โปรตีนใหม่ได้มาจากสิ่งมีชีวิตทุกอย่าง2.มีการควบคุมให้แสดงลักษณะออกมาน้อยมาก (ต้องปลูกหลายๆครั้ง) 2 มีการควบคุมอย่างจำเพาะเจาะจงถึงการแสดงออกของยีน3. หลายยีนเปลี่ยน 3.เปลี่ยนยีนเดียว4. 4. มีความsensitive สูงสำหรับการตรวจมันในสิ่งแวดล้อม5.ไม่มีการเลือกสิ่งที่ดีจากมัน(เพราะส่วนมากเป็นตามธรรมชาติ) 5. เราเลือกว่าจะให้มีข้อดีอะไร6. สิ่งที่เป็นพิษอาจจะแสดงออกมาได้ 6. เพิ่มทางในการทำให้อาหารปลอดภัยขึ้นตัวอย่างแรกที่เราได้เห็นก็คือ มะเขือเทศ เป็นอาหารที่ขายเป็นอย่างแรกของ พืช GMเนื่องจากว่าการขนส่งของมันทำให้มะเขือเทศ ช้ำได้ง่าย..เค้าเลยใช้ Antisense ไปเกาะกับ mRNA เพื่อหยุดการ transcript ของมันทำให้การสุกของมันช้าลงและมีการขนส่งง่ายขึ้นตัวอย่างที่สองเรียกว่า golden rice ซึ่งเพิ่ม B-Carotene ลงไปเพื่อให้มี vitamin A เยอะๆนอกจากนั้นแล้ว..การทำ Biopharming ก็ทำกันเยอะ.. การเอา Antibody , Antigen, Enzyme, Hormones, Structural protein , Anti-disease agent เข้าไปในพืช..เป็นยาว่างั้นเถอะขั้นตอนง่ายๆ1. สกัดดีเอนเอออกมาจากที่ที่ต้องการ2. โคลนมัน3. สร้างยีนกับโปรโมเตอร์ให้มันสามารถแสดงออกในพืชได้4. ย้ายเข้าไปในพืชโดยใช้ การปลูกถ่ายเนื้อเยื่อ5. ปลูกให้โตวิธีที่ใช้มีอยู่ 3 วิธี1.Vector system in Agrobacterium tumefaciens2. Transfection of plant protoplast3. Transfection by biolistic devicesอย่างไรก็ตามในการตัดต่อยีนในพืชมันก็มีข้อจำกัดอยู่บ้าง สำหรับ vector ที่ใช้..ส่วนมากจะใช้ Agrobacterium tumefaciens แต่อย่างไรก็ตาม มันใช้ได้ใน พืชใบเลี้ยงคู่เพราะใบเลี้ยงเดี่ยวจะมีการจัดวางตัวที่แตกต่างกัน หรือจะเป็นเรื่องการเลี้ยงพืชให้โตจากเซลล์เล็กๆplant protoplast for transformation1. เอา ผนังเซลล์ออก (จะกลายเป็นเหมือนเซลล์สัตว์)2.Tissue culture แล้วโตใน medium3. Explants - buds, root tips, nodal segments, and germinating seed เซลล์จากอันนี้จะมีการเจริญเติบโตหรือแบ่งตัวได้เร็วTissue culture (Micropropagation)เป็นการเลี้ยงพืชในmedium โดยใส่ hormone ให้มันเกิดยอดขึ้นมาก่อน..พอมันเริ่มโตก็เริ่ม ลด medium ลงแล้วเติมดินเข้าไปแทนเพื่อทำให้มันทนทานต่อสภาพแวดล้อมจริงได้แล้วก็เอาไปปลูกCloning vectors ยังมีไม่เยอะนักที่ใช้กันมากที่สุดคือ tumor-inducing plasmid (Ti plasmid) โดยใช้ Agrobacterium tumefaciens เป็นตัว infect และหลังจากที่ infect เข้าไปแล้ว segment ของTi พลาสมิดเรียกว่า T DNAมันจะไปรวมตัวกับ Host แบบสุ่ม เพราะฉะนั้น..มันจะทำให้เกิดความ unique ขึ้นมาไอ้ตัว Ti plasmid เนี่ยเป็นตัวที่ทำให้เกิดการ ฟอร์มของ tumor ขึ้นมา ตัว ของ T DNA สามารถเอายีนอะไรก็ได้ไปแทนได้มากถึง 40 กิโลเบสของ ดีเอ็นเอ แต่อย่างไรก็ตาม.. เราก็ต้องเว้นสำหรับ regulatrory genes ไว้ด้วย แล้วก็ใส่เข้าไปในprotoplast ต่อโดยการรวมยีนเข้าไปในพืชแล้วก็โตโดยการปลูกถ่ายเนื้อเยื่อ ตัวนี้มันจะมี opine gene ที่สามารถโอนถ่ายเข้าไปใน Host cell ได้ ทำให้ Host cell สามารถผลิต สิ่งที่สำคัญสำหรับการ metabolism สำหรับ A. tumefaciens ซึ่งยีนพวกนี้จะอยู่ในส่วนของ Tdna ซึ่งจะเป็นตัวบ่งบอกว่า เป็น ยีนที่จะได้รับการถ่ายโอนเข้าไปใน Host cell.เพราะฉะนั้น ในการถ่ายโอนยีนจะมีใหญ่ๆอยู่สองอย่าง1. ทำ Protoplast (คือการเอาผนังเซลล์ออก) แล้วใส่ plasmid เข้าไปตรงๆเลย2. ใช้ Agrobactiriam ใส่เข้าไปแล้วถ่ายโอน T-DNAหลักการถ่ายโอน (Transformation) โดยการใช้ เวคเตอร์สองอัน (Binary vectors)วงแรก (ของ A. tumefaciens) จะมี ตัวหลักๆคือ Regulatory gene ซึ่งเป็นตัวทำเกี่ยวกับ การ replication และ Helper Ti plasmid เป็น ตัวผลิตโปรตีนสำหรับการ เอา TDNa เข้าไปในเซลล์ วงนี้ต้อง เอา ตรงส่วนTDNA ของมันเองออก (เพื่อเอา ของอีกอันที่เราต้องการมาใส่)วงที่สอง เป็น TDNA ที่ต้องการ..แล้วใส่เข้าไปแทนใน Tiการใช้ไวรัสเป็น vector (biolistic method)ข้อดี : 1. เอาเข้าไป infect ใน พืชได้เลยโดยไม่ต้องทำให้เป็น protoplast ก่อน2. สามารถใส่โปรตีนเข้าไปแสดงได้เยอะ เพราะไวรัสมีจำนวนเยอะ3. สามารถไปได้ทุกโครงสร้างของพืชแล้วเปลี่ยนยีน..โดนที่เราไม่ต้องมานั่งปลูกถ่ายเนื้อเยื่อ4. ค่อนข้างจำเพาะเจาะจง5. ราคาไม่แพง6. สามารถใช้ในพืชที่ไม่มีวิธีอื่นในการ Transformationข้อเสีย: 1. ตัวไวรัสมันจำเพาะเจาะจงกับพืชแต่ละชนิด2. ใช้เวลานานในการศึกษาไวรัส3. การทำงานของแต่ละตัวไวรัส แตกต่างกันไป..สิ่งที่ศึกษาอยู่ตอนนี้คือผลิตภัณฑ์ของThearaputic Protein ในพืชที่ปลูก แต่ในปัจจุบัน การพัฒนาก็ยังอยู่ในวงที่แคบของ ไวรัสไวรัสที่ใช้แยกเป็น สอง ประเภท1. DNA ไวรัส เช่น caulimoviruses มีคุณสมบัติกระจายตัวไปทั่วพืช โดยที่การinfect สามารถทำได้เลยโดยที่ไม่ต้องทำให้เป็น protoplast ก่อน แต่มีพื้นที่น้อยในการใส่ ดีเอ็นเอลงไป หรือ โปรตีน เมื่อเทียบกับ Ti plasmid แล้ว คนยังไม่ค่อยใช้อันนี้สักเท่าไรgeminiviruses สามารถ infect เข้าไปใน พืชใบเลี้ยงเดี่ยวและคู่ได้ ซึ่งไม่เหมือนกับ Ti plasmid ที่ยังเป็นปัญหาอยู่..มันประกอบไปด้วย Maize streak virus (MSV) แล้ว casava latent virus (CLV) ซึ่งตัว MSV เนี่ยเอาไว้ใช้infect เข้าไปในพืชใบเลี้ยงเดี่ยว โดยเอาพลาสมิด ของ Agrobacterium เข้าไปในตัวไวรัส แล้ว infect ในพืชใบเลี้ยงเดี่ยว2. RNA ไวรัส เช่น Brome mosaic virus (BMV) : มีส่วนประกอบอยู่ 3 ส่วน ส่วนที่ 1 และ 2 เป็นส่วนสำคัญในการ replication ส่วนที่ 3 สำหรับ Coating protein เป็นที่เก็บยีนสำหรับการแสดงออกของมันแล้วก็ replicationส่วนมากศึกษาในข้าวบาร์เลย์tobacco mosaic virus (TMV): ส่วนมากจะโคลน DNA อื่นในที่ที่มี coat protein สำหรับเก็บ เอาไว้ใช้ในการ replication มีคุณสมบัติในการ ใส่ RNA ที่ใหญ่ๆได้เพราะมี capsid สร้างขึ้นมารอบๆ.. ตัวนี้เอาไว้ใช้ในการทำผลิตผลของTheraputic protein ยาสูบซึ่งง่ายต่อการเจริญเติบโตวิธีการอื่นๆ1. Microinjection คือการ ใช้ เข็มmicropipette แล้วฉีดเข้าไปใน host cell โดยตรง แล้ว Replicate2. Electroporation: เป็นการใช้ไฟฟ้าทำให้เกิดรูแล้วก็เอาดีเอ็นเอเปล่าๆเข้าไป... ซึ่งเมื่อเทียบกับ แบคทีเรียแล้วพืชจะยากกว่าเพราะมันมีผนังเซลล์3. Particle bombardment or Biolistic เป็นการเคลือบ ดีเอ็นเอก่อนอย่างเช่นทอง แล้วยิงเข้าไปในพืชโดยใช้ Gene gun ซึ่งมี pressure ที่สูงมาก ค่อนข้างจะเป็นที่นิยม เพราะมันให้ผลที่ดีและสามารถทำในหลายๆเซลล์ได้ในคราวเดียวข้อดี:1. สามารถใช้กับเซลล์อะไรก็ได้2.ช่วยขจัดปัญหาที่มากับตัวผลิตภัณฑ์ของ callus และสามารถใช้ได้กับหลายๆชนิดของเซลล์ข้อเสีย1. ต้องมีค่าpressure ที่เหมาะที่สุดในการยิง2. สามารถ transform เข้าไปแค่ชั้นนอกๆของเซลล์3. ยากในการยิงเข้าไปในชั้นของเซลล์ที่ต้องการ4.Direct DNA transferคือการทำprotoplast แล้วเอา ดีเอ็นเอที่สกัดออกมา ใส่เข้าไปใน สารละลายแล้ว ให้เข้าไปในพึช ส่วนมากใช้กับ Ti plasmidสิ่งที่มีผลต่อการ transformation1. Chois of host species2. วิธีการ transformation3. สภาพการเติบโต4. จำนวนที่ copy ถ้า ทำมากๆส่วนมากจะใช้ silencing5. โครงสร้างของ locus : Rearrangement and duplication -- inactivation6. การรวมตัวเข้าไปใน backbone DNA7. Regulatory sequence8. Insertion site ด้านที่ ใส่เข้าไปสามารถคอนโทรลได้มั้ย9. มี sequence อะไรที่อยู่รอบๆ10. Mulimeric protein ถ้าโปรตีนเป็น 2nd stucture ยีนที่เข้าไปสามารถไปขัดขวางโครงสร้างของ โปรตีน (ต้องการ) หรือไป react with native Protein (fail)11. กาเลือก host speciesGenetic marker ..หลังจาที่เรามีการใส่ยีนลงไปแล้ว..เราต้องการที่จะรู้ว่า ยีนนั้นไปอยู่ส่วนไหนแล้ว..ก็เลยต้องใช้ marker เป็นตัวทำให้เราเห็น ซึ่งมันถูกแบ่งเป็น สองประเภท1. Selectable markers คือการเลือกของ transformed cell โดยความสามารถของมันในการเติบโตในที่ที่มี antibiotic หรือ herbicide2. Screenable markers ทำให้สามารถแยกออกว่าอันไหน transformed cell โดยการกะประมาณของ โปรตีนทีถูกผลิตออกมา โดยการใช้ Enzyme activity อย่างเช่น luciferase หรือ Beta-galactosidase ทำให้รูว่า โปรตีนเคลื่อนไปอยู่ที่ไหนแล้วGUS system มาจาก E.coli แต่ถูก engineered เข้าไปในพืช จะให้สีฟ้าเพื่อบอกตำแหน่งของ โปรตีนLuciferase system มาจาก หิ่งห้อย หรือแบคทีรเย สามารถเห็นโปรตีนได้เฉพาะในที่มีระบบการลำเลียงของ พืชเท่านั้น ส่วนมากจะเอาไว้ศึกษาระบบการลำเลียงแล้วดูว่า โปรตีนแสดงออกมาตรงไหนGreen Fluorescent Protein (GFP) มาจากjellyfish จะผลิตสีเขียวแล้วสามารถเห็นได้เลยว่าโปรตีนอยู่ตรงไหนตัวอย่าง GM plant1. Bt corn, cotton and potatoes เอา Bt ยีนมาจาก Bacillus แล้วใส่เข้าไปในพืช ทำให้พืชสามารถทนต่อสารเคมีได้2. Round up ready soybeans, corn , conola and cotton เอายีนมาจาก Salmonella เพื่อที่จะทำลายยาฆ่าแมลง3. Golden rice by Envinia uredovora and daffodil พอใส่เข้าไปทำให้เกิดการผลิต carotine มากขึ้นข้อเสียของ GM1. เมื่อเราใส่โปรตีนแปลกๆเข้าไป..อาจทำให้คนแพ้ได้2. กระทบสิ่งแวดล้อมข้อดี1. เพิ่มปริมาณพืชที่ปลูก.. คนเพิ่มขึ้น2. เพิ่มคุณค่าทางอาหารให้พืช3. ลดการใช้สารเคมี4. สามารถทำเป็นยาที่กินได้หรือวัคซืนที่กินได้5. ,ผลิตภัณฑ์ของโปรตีนอย่างเช่น specific antibody

สัปดาห์ที่1 เรื่องความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับblog

สัปดาห์ที่ 1 เรื่องความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ BLOG
1. จงอธิบายความหมายของ Blog
ความหมายของ BlogBlog คืออะไรBlog คืออะไรSeptember 30, 2005 at 12:44 am · Filed under ความรู้เรื่อง BlogBlog มาจากศัพท์คำว่า WeBlog บางคนอ่านคำ ๆ นี้ว่า We Blog บางคนอ่านว่า Web Log แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทั้งสองคำบ่งบอกถึงความหมายเดียวกัน ว่านั่นคือบล็อก (Blog)ความหมายของคำว่า Blog ก็คือการบันทึกบทความของตนเอง (Personal Journal) ลงบนเว็บไซต์ โดยเนื้อหาของ blog นั้นจะครอบคลุมได้ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวส่วนตัว หรือเป็นบทความเฉพาะด้านต่าง ๆ เช่น เรื่องการเมือง เรื่องกล้องถ่ายรูป เรื่องกีฬา เรื่องธุรกิจ เป็นต้น โดยจุดเด่นที่ทำให้บล็อกเป็นที่นิยมก็คือ ผู้เขียนบล็อก จะมีการแสดงความคิดเห็นของตนเอง ใส่ลงไปในบทความนั้น ๆ โดยบล็อกบางแห่ง จะมีอิทธิพลในการโน้มน้าวจิตใจผู้อ่านสูงมาก แต่ในขณะเดียวกัน บางบล็อกก็จะเขียนขึ้นมาเพื่อให้อ่านกันในกลุ่มเฉพาะ เช่นกลุ่มเพื่อน ๆ หรือครอบครัวตนเองมีหลายครั้งที่เกิดความเข้าใจกันผิดว่า Blog เป็นได้แค่ไดอารี่ออนไลน์ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไดอารี่ออนไลน์เปรียบเสมือน เนื้อหาประเภทหนึ่งของบล็อกเท่านั้น เพราะบล็อกมีเนื้อหาที่หลากหลายประเภท ตั้งแต่การบันทึกเรื่องส่วนตัวอย่างเช่นไดอารี่ หรือการบันทึกบทความที่ผู้เขียนบล็อกสนใจในด้านอื่นด้วย ที่เห็นชัดเจนคือ เนื้อหาบล็อกประเภท วิจารณ์การเมือง หรือการรีวิวผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ตัวเองเคยใช้ หรือซื้อมานั่นเอง อีกทั้งยังสามารถแตกแขนงไปในเนื้อหาในประเภทต่าง ๆ อีกมากมาย ตามแต่ความถนัดของเจ้าของบล็อก ซึ่งมักจะเขียนบทความเรื่องที่ตนเองถนัด หรือสนใจเป็นต้นจุดเด่นที่สุดของ Blog ก็คือ มันสามารถเป็นเครื่องมือสื่อสารชนิดหนึ่ง ที่สามารถสื่อถึงความเป็นกันเองระหว่างผู้เขียนบล็อก และผู้อ่านบล็อกที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย ที่ชัดเจนของบล็อกนั้น ๆ ผ่านทางระบบ comment ของบล็อกนั่นเองในอดีตแรกเริ่ม คนที่เขียน Blog นั้นยังทำกันในระบบ Manual คือเขียนเว็บเองทีละหน้า แต่ในปัจจุบันนี้ มีเครื่องมือหรือซอฟท์แวร์ให้เราใช้ในการเขียน Blog ได้มากมาย เช่น WordPress, Movable Type เป็นต้นผู้คนหลายล้านคนจากทั่วทุกมุมโลก หันมาเขียน Blog กันอย่างแพร่หลาย ตั้งแต่นักเรียน อาจารย์ นักเขียน ตลอดจนถึงระดับบริษัทยักษ์ใหญ่ในตลาดหุ้น NasDaqเมื่อสองสามปีที่ผ่านมา Blog เริ่มต้นมาจากการเขียนเป็นงานอดิเรกของกลุ่มสื่ออิสระต่าง ๆ หลาย ๆ แห่งกลายเป็นแหล่งข่าวสำคัญ ให้กับหนังสือพิมพ์หรือสำนักข่าวชั้นนำ จวบจนกระทั่งปี 2004 คนเขียน Blog ก็ได้รับการยอมรับจากสื่อและสำนักข่าวต่าง ๆ ถึงความรวดเร็วในการให้ข้อมูลตั้งแต่เรื่องการเมืองไปจนกระทั่งเรื่องราวของการประชุมระดับชาติ

2. จงยกตัวอย่าง Blog มา 3 ตัวอย่าง (รูป)



3. จงบอกชื่อแว็บที่ให้บริการ Blog ในประเทศ
www.chaiwatthirapantu.com

4. จงบอกชื่อแว็บที่ให้บริการ Blog ต่างประเทศ
http://www.weblogalot.com/

5. จงเขียนอธิบายวิธีการสร้างBlog อย่างระเอียดพร้อมรูปภาพ
นึกถึงวันที่ตัวเองเข้ามาจะสร้าง blog แต่เข้ามาไม่ถูก ไปอ่านที่ webmaster ก็ไม่เข้าใจ ต้องไปให้ป้าแจ๋วจูงมือเข้ามา แล้วก็เริ่มไปขลุกอยู่บ้านคุณรำเพย จนเขาต้องเปลี่ยนปาเก้ไปหลายชุดคุณรำเพยเข้ามาตอบให้ก็หลายหน ทั้งหน้าไมค์หลังไมค์ ตอนนี้พอจะเข้าใจวิธีการสร้าง blog บ้างและมีเพื่อนๆที่อยากให้สอนอีกหลายคน จึงนำวิชาความรู้เท่าที่มี มาถ่ายทอดให้แบบง่ายๆขอขอบคุณป้าติ๋ว (nature-delight) กัลยาณมิตร ที่จูงมือกันมาสร้าง blog แบบทุลักทุเลและต่างคนต่างให้กำลังใจกันมาตลอด จนกระทั่งถึงวันนี้ ...ถ้ามีปัญหา เชิญถามทางหลังไมค์





6. จงเขียนสิ่งต่อไปนี้
6.1Gmail ของนักศึกษา
youyou.you1212121@gmail.com
6.2Blog ของนักศึกษา
wwwyouyou.blogpot.com
7. จงอธิบายความรู้ศึกที่เรียนวิชานี้
เรียนแล้วได้ความรู้และสามารถนำไปใช้ในชิวิตประจำวันได้